ขยายผลจาก ยาไอซ์ จนได้เรื่องเจอถุงกระสอบ ยาบ้า กว่า5ล้านเม็ด

ขยายผลจาก ยาไอซ์ จนได้เรื่องเจอถุงกระสอบ ยาบ้า กว่า5ล้านเม็ด ตำรวจ ปส.ขยายผลจากการจับกุมผู้ต้อง หาครอบครองยาไอซ์ มาบุกค้นที่ห้องเช่า ถึงกับตกใจเมื่อเจอยาบ้ายัดถุงกระสอบ ของกลางกว่า 5.4 ล้านเม็ด

เมื่อวันที่ 6 มีนาคม 2563 เจ้าหน้าที่ตำรวจได้เข้าตรวจค้น ภายในบ้านที่ไม่มีเลขที่ ภายในซอยรณชัย 8  ต.เชียงรากน้อย อ.บางปะอิน จ.พระนครศรีอยุธยา พบว่าเป็นห้องเช่าชั้นเดียว

ตรวจค้นตามจุดต่างๆพบยาบ้ากว่า 24 กระสอบ ภายในถุกระสอบบรรจุยาบ้ากว่า 5.4 ล้านเม็ด รถเก๋งฮอนด้า แจ๊ส ซึ่งมี นางสมหวัง จิตรจันทร์ อายุ 51 ปี เป็นผู้ดูแลห้องเช่าอยู่

สืบเนื่องจากเมื่อวานนี้ (5 มีนาคม 2563)  ตำรวจ ปส.ได้เข้าจับกุมตัว นายเลิศมงคล บุญดี อายุ 27 ปี ผู้ต้องหาคดีครอบครองยาไอซ์เพื่อนำจำหน่าย จับได้ที่บ้านเลขที่ 88 ทับ 7 หมู่ 8 ต.เชียงรากน้อย จากการสอบสวนและขยายผล ผู้ต้องหาให้การรับสารภาพว่า มียาบ้าจำนวนมากซุกซ่อนอยู่ภายในบริเวณห้องเช่านี้จริง  จึงได้นำกำลังเข้ามาตรวจค้น พบยาบ้าจำนวนมากเหมือนที่ผู้ต้องหารับสารภาพจริง

 

ยาบ้า
ขยายผลจาก ยาไอซ์ จนได้เรื่องเจอถุงกระสอบ ยาบ้า กว่า5ล้านเม็ด

 

ยาบ้า
ขยายผลจาก ยาไอซ์ จนได้เรื่องเจอถุงกระสอบ ยาบ้า กว่า5ล้านเม็ด

คนงาน ฆ่าโหด เพื่อนร่วมงาน ใช้ไม้ตีแล้วลากร่างทิ้งในปล่องเครื่องบดอัด

         คนงาน ฆ่าโหด ใช้ไม้ตีเพื่อนคนงานในโรงงานบดอัดเม็ดมันสำปะหลัง แล้วลากร่างทิ้งในปล่องเครื่องบดอัดร้าง หัวหน้าคนงานเห็นหายไปทั้งคู่จึงตามหา ก่อนที่จะเดินตามรอยเลือดจนไปเจอศพ

นักข่าวรายงานว่า (3 มีนาคม ) เมื่อเวลาประมาณ 14.30 น. พ.ต.ท.ชินวัตร ธิศาลา สารวัตรสืบสวนสอบสวนสถานีตำรวจภูธรเมืองชลบุรี ได้รับแจ้งเหตุ ว่ามีคนพบศพคนไทยถูกฆ่าตายภายในโรงงานบดอัดเม็ดมันสำปะหลัง ตั้งอยู่หมู่ 3 ตำบลหนองรี อำเภอเมือง จังหวัดชลบุรี

ที่เกิดเหตุเป็นโกดังขนาดใหญ่ มีเครื่องบดอัดมันสำปะหลังและมันสำปะหลังที่บดอัดเม็ดแล้วจำนวนมาก และที่ปล่องเครื่องบดอัดเก่าที่ร้างไม่ได้ใช้งานมากว่า 20 ปี  พบศพของ นายสม อายุ 52 ปี สภาพศพมีรอยหัวแตกแผลลึก ถูกทิ้งอยู่ในหลุมเครื่องลึกลงไปประมาณเกือบๆ 3 เมตร กู้ภัยได้นำศพขึ้นมาแล้วนำส่งทางโรงพยาบาลชลบุรี เพื่อให้แพทย์ผ่าพิสูจน์ ในที่เกิดเหตุพบไม้ต้นสนยาว 2 เมตร มีรอยเลือดติดเป็นจำนวนมากตกอยู่ ทางด้านเจ้าหน้าที่ตำรวจได้เก็บไว้เป็นหลักฐานแล้วเรียบร้อย

          พ.ต.อ.สุริยา อยู่แพทย์ ผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธรเมืองชลบุรี บอกว่า เบื้องต้นได้รู้แล้วว่าคนตายเป็นงานคนไทยในโรงงานแห่งนี้ และผู้ที่ก่อเหตุคาดว่าน่าจะเป็นคนงานชาวพม่า ที่มาทำงานที่นี่มีบัตรเข้าเมืองอย่างถูกต้องตามกฎหมายได้หายไป ซึ่งปกติทั้งผู้เสียชีวิตและคนงานพม่านั้น จะพักด้วยกันที่ห้องพักคนงานและจะตั้งวงดื่มสุราด้วยกันทุกๆวันหลังจากที่เลิกงาน

แต่วันนี้หัวหน้าคนงานมาไม่เจอใคร จึงเดินตามหาเจอรอยเลือดและรอยลากศพเป็นทางยาวเดินตามไปดู จึงพบศพของผู้เสียชีวิต ตอนนี้ได้ประสานงานไปยังด่านชายแดนที่คาดว่าคนร้ายจะหลบหนีแล้ว และได้ให้พนักงานสอบสวนรอบรวมหลักฐาน เพื่อขออนุมัติหมายจับและได้สั่งการชุดสืบสวนเร่งไล่ล่าอย่างเร่งด่วนแล้ว

 

สั่งปิดโรงเรียนที่ ศรีสะเกษ หลังพบนักเรียนป่วย “ไข้หวัด” จำนวนมาก

         นักเรียนศรีสะเกษป่วยเป็นไข้หวัดจำนวนมาก  รอง ผอ. ยืนยันไม่พบเด็กติดเชื้อโควิด 19 

เมื่อวานนี้(28 ก.พ.) ผู้สื่อข่าวรายงานสถานการณ์ว่า ที่โรงเรียนรวมสินวิทยา ต.เมืองใต้ อ.เมือง จ.ศรีสะเกษ  ซึ่งเป็นโรงเรียนเอกชนขนาดใหญ่ ที่ตั้งอยู่กลางเมือง ศรีสะเกษ นายธานี บุศบงค์ ผอ.โรงเรียนรวมสินวิทยา  ได้สั่งการให้นายพงษ์ศักดิ์  ภูมิภักดิ์ รอง ผอ.โรงเรียนรวมสินวิทยา นำคณะครูและนักการภารโรงทุกๆคน  ช่วยกันเอาน้ำยาฆ่าเชื้อโรคและมาล้างทำความสะอาดอาคารสถานที่รอบๆบริเวณ เพื่อเป็นการฆ่าเชื้อโรคต่างๆที่อาจจะมีอยู่ภายในโรงเรียน ซึ่งก่อนหน้านี้มีการออกหนังสือไปถึงผู้ปกครองของนักเรียนทุกระดับชั้น เพื่อแจ้งปิดการเรียนการสอนเป็นกรณีพิเศษ ระหว่างวันที่ 27 – 28 ก.พ. 63 ซึ่งเกี่ยวเนื่องกับวันหยุดเสาร์ – อาทิตย์ ทำให้เป็นการปิดเรียนนานถึง 4 วัน โดยจะเปิดทำการเรียนการสอนตามปกติในวันที่ 2 มีนาคม 63 ที่จะถึงนี้

นายพงษ์ศักดิ์ บอกว่า การแจ้งปิดเรียนเป็นกรณีพิเศษ เป็นผลสืบเนื่องมาจาก การพบเด็กป่วยเป็นโรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่เป็นจำนวนมาก อีกทั้งตามที่มีการแพร่ระบาดของโรคติดต่อเชื้อไวรัสโคโรน่า 2019 หรือโควิด – 19  ซึ่งเป็นสถานการณ์ที่มีความเสี่ยงสูงมากต่อสุขภาพของเด็กนักเรียน จึงสั่งปิดเรียนการสอนเป็นกรณีพิเศษทุกๆระดับชั้น เพื่อเฝ้าระวังการแพร่ระบาดของโรคปอดอักเสบจากเชื้อไวรัส และได้ร่วมกันล้างทำความสะอาดรอบๆบริเวณโรงเรียนอีกด้วย

นายพงษ์ศักดิ์ บอกต่อไปอีกว่า อาทิตย์หน้าที่จะถึงนี้ จะมีการสอบวัดผลหากมีเด็ก นักเรียนป่วยเป็นไข้หวัดใหญ่จำนวนมากขนาดนี้  อาจจะส่งกระทบต่อการเรียนการสอนได้ จึงได้สั่งปิดเรียนเพื่อเป็นการป้องกันการแพร่ระบาดของเชื้อโรค  พร้อมกับยืนยันว่าไม่มีเด็กของโรงเรียนแห่งนี้ป่วยติดเชื้อโควิด-19 อย่างแน่นอน เพียงแค่ป่วยด้วยโรคไข้หวัดใหญ่แค่นั้น จึงวางมาตรการป้องกันโรคโควิด-19 ตามที่ได้รับคำแนะนำมาจากสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดศรีสะเกษ  โดยมีการให้เด็กกินอาหารร้อน  ใช้ช้อนกลางตักอาหารทุกครั้ง และหมั่นล้างมือบ่อยๆด้วยสบู่อีกด้วย

 

 

สาว ต่างด้าว ทั้ง 7 เช่าห้องพักลอบค้าประเวณี รายได้ต่อครั้ง 1-2 พัน

(1 มีนาคม 63) มีการรายงานข่าวว่า เมื่อเวลาประมาณ 17.00 น พ.ต.ต.กฤษฎา พลายละหาร สารวัตรสืบสวน สภ.หล่มสัก ร่วมกับ ร.ต.อ.ศักย์ศรณ์  ชัยธรรมาภรณ์ รอง สว.ตม.จว..เจ้าหน้าที่ชุดสืบสวนสอบสวน ตรวจคนเข้าเมืองจังหวัดเพชรบูรณ์ ได้รับแจ้งเหตุจากพลเมืองดี ว่ามีกลุ่มบุคคลที่มีลักษณะคล้ายๆคน ต่างด้าว สัญชาติลาว ได้เข้ามาเช่าห้องพักในเขตพื้นที่ หมู่ 13 ต.น้ำชุน อ.หล่มสัก จ.เพชรบูรณ์

โดยมีวัตถุประสงค์แอบแฝงเพื่อการค้าประเวณี จึงได้วางแผนการจับกุมร่วมกัน โดยเข้าตรวจสอบรีสอร์ทแห่งหนึ่งในเขตพื้นที่ หมู่ 13 ต.น้ำชุน อ.หล่มสัก จ.เพชรบูรณ์ จากการตรวจสอบ สามารถจับกุมหญิงสาวคนต่างด้าวสัญชาติลาว รวมแล้ว 7 ราย

จากการตรวจสอบของเจ้าหน้าที่ชุดจับกุมพบว่า ผู้ที่ถูกจับทั้งหมด 7 ราย เป็นคนต่างด้าวสัญชาติลาวทั้งหมด มีอายุเกินกว่า 18 ปีบริบูรณ์ มีหนังสือเดินทางและได้รับการตรวจอนุญาตจากเจ้าหน้าที่ตำรวจตรวจคนเข้าเมืองให้เข้ามาในไทยเพื่อวัตถุประสงค์ในการท่องเที่ยว หลังจากที่เดินทางเข้าในไทยแล้วได้พากันมาเช่าที่รีสอร์ทและหาลูกค้าเพื่อการค้าประเวณี โดยคิดค่าบริการในราคาแค่ 1,000-2,000 บาท ต่อครั้ง

จึงแจ้งข้อหา “เข้าติดต่อ ชักชวน แนะนำตัว ติดตามหรือรบกวนคนตามที่สาธารณะ หรือการกระทำการในที่ใดที่หนึ่งเพื่อการค้าประเวณี ซึ่งเป็นการเปิดเผยและน่าอับอายหรือเป็นที่เดือดร้อนรำคาญแก่บุคคลทั่วไป และในข้อหา “มั่วสุมในสถานการค้าประเวณีฯ ซึ่งเป็นการฝ่าฝืนทางกฎหมาย และผิดวัตถุประสงค์ของการเดินทางเข้ามาในไทย

หลังจากที่คดีนี้สิ้นสุดแล้วทาง ตม.จว.เพชรบูรณ์ ก็จะทำการยกเลิกสิทธิ์ในการได้รับอนุญาตให้อยู่ในราชอาณาจักร และนำรายชื่อเข้าสู่ระบบการเป็นบุคคลต้องห้าม (BlackList)  ไม่ให้เข้ามาในไทยอีก จากนั้นจึงนำตัวส่ง พนักงานสอบสวน สภ.หล่มสัก เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายกันต่อไป

พิษไวรัส มรณะ! ผู้ค้าร้องเรียน ห้างดังย่านจตุจักร ลดค่าเช่า50%

 วันที่ 29 กุมภาพันธ์ 63 นักข่าวรายงานว่า กลุ่มของผู้ประกอบการห้างดังย่านจตุจักร ได้รวมตัวกันเป็นครั้งที่ 3 ในรอบสัปดาห์เพื่อเรียกร้องให้ทางห้าง ลดค่าเช่า หลังได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโรค Covid-19 ทำให้รายได้หดหายไปถึง 70-80% โดยขอให้ผู้บริหารของห้างลดค่าเช่า 50%

บรรดาผู้เช่าพื้นที่ศูนย์การค้าย่านจตุจักร กว่า 150 ร้านค้า ได้นัดรวมพลกันที่หน้าห้าง เมื่อช่วงเที่ยงของวันนี้ เพื่อร้องเรียนให้ทางเจ้าของพื้นที่ออกมารับผิดชอบ  เพราะวันนี้แทบไม่มีคนมาเดินเลย  แบกรับภาระค่าเช่าต่อไปไม่ไหว ทั้งๆที่ก่อนหน้านี้มีการโฆษณาว่า เป็นแหล่งทัวร์ของนักท่องเที่ยวจีน แต่ไม่เป็นอย่างที่หวังเอาไว้  บางร้านค้าขายไม่ได้เลยตลอดทั้งวัน บางร้านค้ายอมขาดทุน ขาดกำไร นำเสื้อผ้าลดราคาไปขายโล๊ะสต๊อกในราคาถูกๆ บางรายถึงขั้นปิดร้านหนีเลยก็มี

โดยหนึ่งในผู้ประกอบการ บอกว่า ตนเองได้มาเช่าร้านที่ศูนย์การค้าแห่งนี้ตั้งแต่วันที่ 30 สิงหาคม 2562 เพราะหวังว่า จะเป็นจริงอย่างที่ห้างได้มีการโฆษณาเอาไว้ว่า จะทำให้ห้างแห่งนี้เป็นแลนด์มาร์กและแหล่งทัวร์ของนักท่องเที่ยวจีน แต่เมื่อผ่านไปได้ 2 เดือน กลับไม่เป็นไปตามที่คาดหวังเอาไว้ รายได้ติดลบมาโดยตลอด และตั้งแต่หลังปีใหม่ที่ผ่านมานี้ ได้เกิดเหตุการณ์เชื้อไวรัส Covid-19 แพร่ระบาด ประกอบกับเศรษฐกิจทั่วโลกที่ย่ำแย่ จึงทำให้ปัจจุบันนี้ตนเองยังไม่เคยเห็นผลกำไรและยังคงติดลบมาตลอดระยะเวลากว่า 6 เดือนที่ผ่านมา ซึ่งในขณะนี้ รายได้ติดลบ 100% เต็มเลยก็ว่าได้

ทั้งนี้ ทางกลุ่มผู้ค้าภายในศูนย์การค้าแห่งนี้ ยังบอกอีกว่า หากทางห้างไม่ลดค่าเช่าให้ พวกเราคงจะต้องปิดร้านหนี เช่นเดียวกับผู้ค้ารายอื่นๆกว่า 200 ราย ที่ปิดร้านหนีไปก่อนหน้านี้ เพราะแบกรับภาระค่าเช่าไม่ไหวพี่

 

 

 

 

 

หมายจับ อีก 4 คน แก๊งจีนโหด ฆ่ายัดกระเป๋าทิ้งแม่น้ำปิง

รอง โฆษกตำรวจ  เผยศาลจังหวัดกำแพงเพชร อนุมัติการออก หมายจับ อีก 4 คนจีน ทีมสังหารเพื่อนร่วมชาติอย่างโหดเหี้ยม จับเหยื่อมัดมือมัดเท้ายัดกระเป๋าทิ้งแม่น้ำปิง

เมื่อวันที่ 29 กุมภาพันธ์ 63 ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) พ.ต.อ.กฤษณะ พัฒนเจริญ รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เผยถึงความคืบหน้ากรณีพบศพชายสัญชาติจีนยัดในกระเป๋าเดินทางในพื้นที่ จังหวัดกำแพงเพชร ว่าได้รับรายงานจาก สภ.เมืองกำแพงเพชร   ว่าตอนนี้พนักงานสืบสวนสอบสวนได้รวบรวมพยานหลักฐานที่เกี่ยวข้อง ยื่นให้ต่อศาลจังหวัดกำแพงเพชร เพื่อออกหมายจับชายสัญชาติจีนจำนวน 4 คน ในข้อหา  ร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน, ร่วมกันกักขังหน่วงเหนี่ยวหรือกักขังผู้อื่นหรือกระทำด้วยประการใดให้ผู้อื่นปราศจากเสรีภาพในร่างกาย เป็นเหตุให้ผู้ถูกหน่วงเหนี่ยวกักขังหรือต้องปราศจากเสรีภาพร่างกายนั้น ถึงแก่ความตาย, ร่วมกันซ่อนเร้นย้ายหรือทำลายศพ เพื่อปิดบังการตายหรือเหตุแห่งการตาย” ภายในอายุความ 20 ปี มีโทษประหารชีวิต

          อีกทั้งพนักงานสืบสวนสอบสวนได้ประสานงานทางสถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำประเทศไทยแล้ว ได้ทำการแจ้งไปยังทางญาติของชายสัญจีนที่เสียชีวิตมาเพื่อตรวจสอบและพิสูจน์ทางลักษณะของผู้ตายพร้อมกับดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องตามขั้นตอนของกฎหมายต่อไป

          รอง โฆษก ตร. พูดต่ออีกว่า คดีนี้พนักงานสืบสวนสอบสวนได้ไปสอบปากคำกับพยานไปหลายๆปาก รอผลการตรวจพิสูจน์ทางนิติวิทยาศาสตร์ที่เกี่ยวข้อง อีกทั้งทางเจ้าหน้าที่ตำรวจฝ่ายสืบสวน ร่วมกับภาคส่วนที่เกี่ยวข้องทำการออกสืบสวนติดตามบุคคลตามหมายจับ และตามหาความจริงเพิ่มเติมเพื่อนำมาประกอบรูปคดี

 

ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน ฆ่าหั่นศพ แม่แท้ๆ หลังถูกจับได้ข่มขืนลูกสาว

         สลด ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน ฆ่าหั่นศพ แม่แท้ๆ ชำแหละศพเป็นชิ้นๆๆ เอาส่วนหัวไปฝังที่ชายป่า ชิ้นส่วนศพแช่ในถังน้ำแข็ง หลังถูกจับได้ล่วงละเมิดลูกสาววัย 15 ปี ของตัวเอง

นักข่าวรายงานว่า วันนี้ (28 กุมภาพันธ์ ) ร.ต.อ.ประเสริฐ พาดี รอง สว.(สอบสวน) ได้รับแจ้งเหตุว่ามีผู้พบเห็นชิ้นส่วนของมนุษย์ ภายในบ้านหลังหนึ่ง หมู่ 1ชุมชนหัวเวียง ต.เวียง อ.เวียงป่าเป้า จ.เชียงราย ที่เกิดเหตุทางเจ้าหน้าที่ได้พบชิ้นส่วนมนุษย์อยู่ในถังน้ำแข็ง ซึ่งตั้งอยู่ภายในบ้าน โดยท่อนเนื้อถูกหั่นเป็นหลายท่อนวางเรียงทับๆซ้อนๆกันอยู่ แต่ไม่พบส่วนหัว

จากการสอบถาม ทราบว่า ชิ้นส่วนมนุษย์นี้เป็นของ นางอรุ (นามสมมุติ) อายุ 56 ปี เจ้าของบ้าน ส่วนผู้ที่ลงมือฆ่าหั่นศพ คือ นายภา (นามสมมุติ) อายุ 34 ปี ลูกชายแท้ๆ ซึ่งมีตำแหน่งเป็นถึงผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านชุมชนหัวเวียงด้วย

เบื้องต้น ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถควบคุมตัวนายภาได้แล้ว ซึ่งหลังจากที่เกิดเหตุได้แจ้งให้ผู้ใหญ่บ้านรู้แล้วว่าตนเองได้ก่อเหตุฆ่าหั่นศพแม่ของตนเอง จึงแจ้งตำรวจให้เข้ามาตรวจสอบ

จากการสอบสวน รู้ว่า สาเหตุที่นายภาก่อเหตุ เพราะว่านางอรุผู้ตายรู้ว่านายภาได้ข่มขืน น้องเอ (นามสมมุติ) ลูกสาวของตนเอง อายุเพียง 15 ปีเท่านั้น โดยผู้ตายบอกว่าจะเอาเรื่องนี้ไปแจ้งตำรวจ จึงได้มีการทะเลาะกันเกิดขึ้น

จากนั้นนายภาได้ใช้มีดแทงไปที่นางอรุจนตาย ก่อนที่จะน้ำศพของนางอรุมาหั่นเป็นชิ้นๆ โดยนำส่วนหัวของผู้ตายไปฝังที่ชายป่าบริเวณข้างถนนสายพร้าว-เวียงป่าเป้า ส่วนอวัยวะอื่นๆ ได้ชำแหละแยกส่วนเป็นชิ้นๆ ใส่ในถังน้ำแข็งที่อยู่ในบ้านที่เกิดเหตุ

ล่าสุด ทางด้านเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ประสานกับหน่วยกู้ภัยเข้าทำการเก็บรวบรวมชิ้นส่วน ส่งให้กับทางแพทย์นิติเวช ก่อนที่จะมีการควบคุมตัวนายภาก็ได้มีการนำตัวไปทำแผนประกอบคำรับสารภาพในทันที และนำไปสอบสวนเพิ่มเติมเพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไปอีกด้วย ส่วนทางลูกสาว ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจก็ได้เชิญตัวไปสอบปากคำเพิ่มเติม เพื่อประกอบคดีเช่นเดียวกัน

 

แฉ5คน รุมฆ่า หนุ่มจีนยัดกระเป๋า สกัดกั้นเส้นทาง แม่สอด หลบหนี

  รองโฆษก ตร. เปิดเผยอย่างชัดเจนแล้ว แก๊งฆ่าหนุ่มจีนยัดกระเป๋าทิ้งแม่น้ำปิง ร่วมกันก่อเหตุ 4-5 คน เป็นคนชาติเดียวกัน ยังไม่ออกหมายจับใคร ต้องรอผลตรวจ สั่งตรวจสอบผู้ที่ก่อเหตุหลบหนีทาง แม่สอด

กรณีที่เจ้าหน้าที่ตำรวจได้นำรถตู้อัลพาร์ดสีเทา-ดำ  หมายเลขทะเบียน 5 กต 2222 กรุงเทพมหานคร ซึ่งเป็นรถที่ถูกใช้ก่อเหตุตระเวนนำกระเป๋าเดินทางที่ใส่ศพของ นายจุน หวาง ชายชาวจีนอายุ 30 ปี ยัดใส่ในกระเป๋าเดินทางแล้วนำไปทิ้งที่แม่น้ำปิง ที่ จ.กำแพงเพชร มาตรวจสอบเพื่อพิสูจน์ที่กองพิสูจน์หลักฐานกลางตำรวจ

โดยทางเจ้าหน้าที่พิสูจน์หลักฐานได้ทำการเก็บวัตถุพยาน และทำการตรวจสอบโดยรอบพื้นที่ในบริเวณของตัวรถยนต์ ทั้งนี้รถคันดังกล่าว มีชายชาวจีนเป็นผู้เช่า และจ้างให้คนไทยเป็นผู้ขับไปรับกลุ่มชาวจีนที่บ้านพักแห่งหนึ่งในพัทยา จ.ชลบุรี

ความคืบหน้าเมื่อวันที่ 28 ก.พ. ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) พ.ต.อ.กฤษณะ พัฒนเจริญ รองโฆษกตร.  ความคืบหน้าคดีการพบศพของนายจุน หวาง  ถูกยัดใส่กระเป๋าเดินทางแล้วทิ้งริมแม่น้ำปิง จ.กำแพงเพชร ว่ามีความชัดเจนเรื่องกลุ่มของคนที่เดินทางไปกับผู้ที่ตาย

ซึ่งก็เป็นคนสัญชาติเดียวกัน เป็นผู้ร่วมทำความผิด 4-5 คน ซึ่งตอนนี้เจอเพียงแค่ศพเดียว และยังไม่มีการออกหมายจับใคร เพราะยังรอผลของการตรวจพิสูจน์ทางนิติวิทยาศาสตร์บางส่วนอยู่ ส่วนที่มีรายงานว่า กลุ่มของคนร้ายหลบหนีไปทางแม่สอดแล้ว ทางเจ้าหน้าตำรวจอยู่ระหว่างตรวจสอบข้อมูล ในการสอบปากคำผู้ขับรถตู้ให้การเป็นประโยชน์ ส่วนมูลเหตุจูงใจไม่ได้ตัดประเด็นใดทิ้ง ต้องรอให้ศาลออกหมายจับให้ได้ก่อน