เดอะมอลล์ แจงลูกค้าที่อยู่ในสุ่มเสี่ยง “โควิด-19” ใช้บริการสาขาบางแค

เดอะมอลล์ แจงลูกค้าที่อยู่ในสุ่มเสี่ยง “โควิด-19” ใช้บริการสาขาบางแค เข้มมาตรการเฝ้าระวังและการป้องกันเชิงรุกขั้นสูงสุด เพื่อความปลอดภัย พร้อมปิดทำการ 3วัน เริ่ม 6ถึง8 มีนาคม ก่อนที่จะเปิดให้บริการตามปกติ

รายงานข่าว จากบริษัท เดอะมอลล์ กรุ๊ป จำกัด เปิดเผยว่า เดอะมอลล์ กรุ๊ป มาตรการการเฝ้าระวังและการป้องกันเชิงรุกขั้นสูงสุด ได้มีมาตรการการเฝ้าระวังการแพร่ระบาดการติดเชื้อไวรัสโควิด-19 อย่างใกล้ชิด ควบคู่ไปกับมาตรการการป้องกันขั้นสูงสุดตามมาตรฐานสุขอนามัยของกระทรวงสาธารณสุข เพื่อความปลอดภัยของลูกค้า พนักงาน ผู้ประกอบการต่างๆ และผู้ใช้บริการทุกท่านเป็นสำคัญ

สำหรับกรณีทีมีผู้ที่เดินทางกลับมาจากประเทศกลุ่มเสี่ยง และหลีกเลี่ยงที่จะทำการเฝ้าระวังอาการ 14 วัน มาใช้บริการที่ศูนย์การค้าเดอะมอลล์บางแคนั้น ทางด้านบริษัทฯ ได้มีการฉีดน้ำยาฆ่าเชื้อและการทำความสะอาดกันครั้งใหญ่ ในคืนวันที่ 5 มีนาคม 2563 เป็นการเพิ่มเติมทันทีนอกเหนือจากแนวทางการฏิบัติตามมาตรการป้องกันเชิงรุกขั้นสูงสุดที่ดำเนินการเป็นประจำทุกวัน

เพื่อความปลอดภัยและความมั่นใจในการใช้บริการ  ร้านค้าที่เป็นกลุ่มเสี่ยงเข้าไปใช้บริการ จะทำการปิดทำการเป็นเวลาประมาณ 3 วัน ตั้งแต่วันที่ 6 ถึง 8 มีนาคม 2563 เพื่อทำความสะอาดและทำการฆ่าเชื้อโรค รวมทั้งให้พนักงานของร้านค้าต่างๆ เฝ้าระวังอาการในที่พักเป็นเวลาประมาณ 14 วัน ทางบริษัทฯ ขอให้มั่นใจว่าจะปฏิบัติตามแนวทางมาตรฐานอนามัยอย่างเคร่งครัดเพื่อความปลอดภัยของทุกท่านเองและขอความร่วมมือจากผู้ที่เดินทางไปยังประเทศกลุ่มเสี่ยง โปรดปฏิบัติตามนโยบายของภาครัฐด้วย การเฝ้าระวังตนเองภายในระยะเวลา 14 วัน เพื่อร่วมกันผ่านเหตุการณ์วิกฤตแบบนี้ไปด้วยกันอย่างดีที่สุด

 

บุกบ้าน 5 หนุ่มสงขลา เจอวัตถุประกอบการทำ ระเบิด เพียบ

บุกบ้าน 5 หนุ่มสงขลา เจอวัตถุประกอบการทำ ระเบิด เพียบ เจ้าหน้าที่ตำรวจจังหวัดสงขลา เตรียมการขยายผล หลังบุกบ้าน 5 หนุ่มพบวัตุประกอบ”ระเบิด-ปืน”เพียบ ยังไม่ฟันธงเอี่ยว”บึ้ม”ภาคใต้หรือไม่

เมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2563 พ.ต.อ.สุวโรตน์ ลุนหวิทยานนท์ รองผบก จ.สงขลา พ.ต.อ. พชรพล ณ นคร  ผกก.จะนะ และนายสุรินทร์ สุริยะวงศ์ นายอำเภอจะนะ  นำกำลังเข้าตรวจยึดวัตถุต้องสงสัยที่สามารถนำไปประกอบเป็นระเบิดได้เป็นจำนวนมาก  หลังจากที่ได้ทำการเข้าตรวจค้นภายใน บ้านเลขที่ 88 บ้านหัวดิน หมู่9 ป่าชิง อ.จะนะ จ.สงขลา

โดยวัตถุต้องสงสัยที่พบทั้งหมด มีทั้งแผงวงจรอิเลคทรอนิคส์ ,สายไฟ โทรศัพท์มือถือ แทปเลต นับ10 เครื่อง ,ถังดับเพลิงเก่า, ท่อพีวีซี ,ท่อเหล็ก ,ลูกปลาย ราง เสื้อชรบ. ,อาวุธปืนยาวไทยประดิษฐ์ ,วิทยุสื่อสาร ,ปืนที่ดัดแปลงจากท่อพีวีซี

เบื้องต้น ทางด้านเจ้าหน้าที่ศูนย์พิสูจน์หลักฐาน9 และ ชุดอีโอดีหรือชุดเก็บกู้วัตถุระเบิดของตำรวจภูธรภาค9 ได้เข้าทำการตรวจสอบวัตถุที่ต้องสงสัยทั้งหมดอย่างละเอียดแล้ว  พบว่าชิ้นส่วนหลายๆอย่างที่พบ สามารถนำไปประกอบเป็นวัตถุระเบิดได้ขาดเพียงแค่ดินระเบิดกับตัวจุดชนวนเท่านั้นเอง  ทางเจ้าหน้าที่ได้ควบคุมตัวชายทั้งหมด 5 คน

ที่อยู่ในบ้านไปทำการสอบสวนซึ่งทั้งหมดเป็นญาติกัน  ถึงที่มาของวัตถุต้องสงสัยทั้งหมดว่านำไปใช้เพื่อวัตถุประสงค์ใดบ้าง  และยังไม่สามารถชี้ชัดได้ว่าเกี่ยวข้องหรือเชื่อมโยงกับการก่อเหตุความไม่สงบในพื้นที่อำเภอชายแดนของจ.สงขลาหรือเปล่า  และรายชื่อของชายทั้ง5 คนนี้ ทางเจ้าหน้าที่ยังไม่สามารถเปิดเผยได้ เพราะยังอยู่ระหว่างการสืบสวนสอบสวน

 

หนุ่มสงขลา
บุกบ้าน 5 หนุ่มสงขลา เจอวัตถุประกอบการทำ ระเบิด เพียบ

ขยายผลจาก ยาไอซ์ จนได้เรื่องเจอถุงกระสอบ ยาบ้า กว่า5ล้านเม็ด

ขยายผลจาก ยาไอซ์ จนได้เรื่องเจอถุงกระสอบ ยาบ้า กว่า5ล้านเม็ด ตำรวจ ปส.ขยายผลจากการจับกุมผู้ต้อง หาครอบครองยาไอซ์ มาบุกค้นที่ห้องเช่า ถึงกับตกใจเมื่อเจอยาบ้ายัดถุงกระสอบ ของกลางกว่า 5.4 ล้านเม็ด

เมื่อวันที่ 6 มีนาคม 2563 เจ้าหน้าที่ตำรวจได้เข้าตรวจค้น ภายในบ้านที่ไม่มีเลขที่ ภายในซอยรณชัย 8  ต.เชียงรากน้อย อ.บางปะอิน จ.พระนครศรีอยุธยา พบว่าเป็นห้องเช่าชั้นเดียว

ตรวจค้นตามจุดต่างๆพบยาบ้ากว่า 24 กระสอบ ภายในถุกระสอบบรรจุยาบ้ากว่า 5.4 ล้านเม็ด รถเก๋งฮอนด้า แจ๊ส ซึ่งมี นางสมหวัง จิตรจันทร์ อายุ 51 ปี เป็นผู้ดูแลห้องเช่าอยู่

สืบเนื่องจากเมื่อวานนี้ (5 มีนาคม 2563)  ตำรวจ ปส.ได้เข้าจับกุมตัว นายเลิศมงคล บุญดี อายุ 27 ปี ผู้ต้องหาคดีครอบครองยาไอซ์เพื่อนำจำหน่าย จับได้ที่บ้านเลขที่ 88 ทับ 7 หมู่ 8 ต.เชียงรากน้อย จากการสอบสวนและขยายผล ผู้ต้องหาให้การรับสารภาพว่า มียาบ้าจำนวนมากซุกซ่อนอยู่ภายในบริเวณห้องเช่านี้จริง  จึงได้นำกำลังเข้ามาตรวจค้น พบยาบ้าจำนวนมากเหมือนที่ผู้ต้องหารับสารภาพจริง

 

ยาบ้า
ขยายผลจาก ยาไอซ์ จนได้เรื่องเจอถุงกระสอบ ยาบ้า กว่า5ล้านเม็ด

 

ยาบ้า
ขยายผลจาก ยาไอซ์ จนได้เรื่องเจอถุงกระสอบ ยาบ้า กว่า5ล้านเม็ด

คนงาน ฆ่าโหด เพื่อนร่วมงาน ใช้ไม้ตีแล้วลากร่างทิ้งในปล่องเครื่องบดอัด

         คนงาน ฆ่าโหด ใช้ไม้ตีเพื่อนคนงานในโรงงานบดอัดเม็ดมันสำปะหลัง แล้วลากร่างทิ้งในปล่องเครื่องบดอัดร้าง หัวหน้าคนงานเห็นหายไปทั้งคู่จึงตามหา ก่อนที่จะเดินตามรอยเลือดจนไปเจอศพ

นักข่าวรายงานว่า (3 มีนาคม ) เมื่อเวลาประมาณ 14.30 น. พ.ต.ท.ชินวัตร ธิศาลา สารวัตรสืบสวนสอบสวนสถานีตำรวจภูธรเมืองชลบุรี ได้รับแจ้งเหตุ ว่ามีคนพบศพคนไทยถูกฆ่าตายภายในโรงงานบดอัดเม็ดมันสำปะหลัง ตั้งอยู่หมู่ 3 ตำบลหนองรี อำเภอเมือง จังหวัดชลบุรี

ที่เกิดเหตุเป็นโกดังขนาดใหญ่ มีเครื่องบดอัดมันสำปะหลังและมันสำปะหลังที่บดอัดเม็ดแล้วจำนวนมาก และที่ปล่องเครื่องบดอัดเก่าที่ร้างไม่ได้ใช้งานมากว่า 20 ปี  พบศพของ นายสม อายุ 52 ปี สภาพศพมีรอยหัวแตกแผลลึก ถูกทิ้งอยู่ในหลุมเครื่องลึกลงไปประมาณเกือบๆ 3 เมตร กู้ภัยได้นำศพขึ้นมาแล้วนำส่งทางโรงพยาบาลชลบุรี เพื่อให้แพทย์ผ่าพิสูจน์ ในที่เกิดเหตุพบไม้ต้นสนยาว 2 เมตร มีรอยเลือดติดเป็นจำนวนมากตกอยู่ ทางด้านเจ้าหน้าที่ตำรวจได้เก็บไว้เป็นหลักฐานแล้วเรียบร้อย

          พ.ต.อ.สุริยา อยู่แพทย์ ผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธรเมืองชลบุรี บอกว่า เบื้องต้นได้รู้แล้วว่าคนตายเป็นงานคนไทยในโรงงานแห่งนี้ และผู้ที่ก่อเหตุคาดว่าน่าจะเป็นคนงานชาวพม่า ที่มาทำงานที่นี่มีบัตรเข้าเมืองอย่างถูกต้องตามกฎหมายได้หายไป ซึ่งปกติทั้งผู้เสียชีวิตและคนงานพม่านั้น จะพักด้วยกันที่ห้องพักคนงานและจะตั้งวงดื่มสุราด้วยกันทุกๆวันหลังจากที่เลิกงาน

แต่วันนี้หัวหน้าคนงานมาไม่เจอใคร จึงเดินตามหาเจอรอยเลือดและรอยลากศพเป็นทางยาวเดินตามไปดู จึงพบศพของผู้เสียชีวิต ตอนนี้ได้ประสานงานไปยังด่านชายแดนที่คาดว่าคนร้ายจะหลบหนีแล้ว และได้ให้พนักงานสอบสวนรอบรวมหลักฐาน เพื่อขออนุมัติหมายจับและได้สั่งการชุดสืบสวนเร่งไล่ล่าอย่างเร่งด่วนแล้ว

 

สั่งปิดโรงเรียนที่ ศรีสะเกษ หลังพบนักเรียนป่วย “ไข้หวัด” จำนวนมาก

         นักเรียนศรีสะเกษป่วยเป็นไข้หวัดจำนวนมาก  รอง ผอ. ยืนยันไม่พบเด็กติดเชื้อโควิด 19 

เมื่อวานนี้(28 ก.พ.) ผู้สื่อข่าวรายงานสถานการณ์ว่า ที่โรงเรียนรวมสินวิทยา ต.เมืองใต้ อ.เมือง จ.ศรีสะเกษ  ซึ่งเป็นโรงเรียนเอกชนขนาดใหญ่ ที่ตั้งอยู่กลางเมือง ศรีสะเกษ นายธานี บุศบงค์ ผอ.โรงเรียนรวมสินวิทยา  ได้สั่งการให้นายพงษ์ศักดิ์  ภูมิภักดิ์ รอง ผอ.โรงเรียนรวมสินวิทยา นำคณะครูและนักการภารโรงทุกๆคน  ช่วยกันเอาน้ำยาฆ่าเชื้อโรคและมาล้างทำความสะอาดอาคารสถานที่รอบๆบริเวณ เพื่อเป็นการฆ่าเชื้อโรคต่างๆที่อาจจะมีอยู่ภายในโรงเรียน ซึ่งก่อนหน้านี้มีการออกหนังสือไปถึงผู้ปกครองของนักเรียนทุกระดับชั้น เพื่อแจ้งปิดการเรียนการสอนเป็นกรณีพิเศษ ระหว่างวันที่ 27 – 28 ก.พ. 63 ซึ่งเกี่ยวเนื่องกับวันหยุดเสาร์ – อาทิตย์ ทำให้เป็นการปิดเรียนนานถึง 4 วัน โดยจะเปิดทำการเรียนการสอนตามปกติในวันที่ 2 มีนาคม 63 ที่จะถึงนี้

นายพงษ์ศักดิ์ บอกว่า การแจ้งปิดเรียนเป็นกรณีพิเศษ เป็นผลสืบเนื่องมาจาก การพบเด็กป่วยเป็นโรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่เป็นจำนวนมาก อีกทั้งตามที่มีการแพร่ระบาดของโรคติดต่อเชื้อไวรัสโคโรน่า 2019 หรือโควิด – 19  ซึ่งเป็นสถานการณ์ที่มีความเสี่ยงสูงมากต่อสุขภาพของเด็กนักเรียน จึงสั่งปิดเรียนการสอนเป็นกรณีพิเศษทุกๆระดับชั้น เพื่อเฝ้าระวังการแพร่ระบาดของโรคปอดอักเสบจากเชื้อไวรัส และได้ร่วมกันล้างทำความสะอาดรอบๆบริเวณโรงเรียนอีกด้วย

นายพงษ์ศักดิ์ บอกต่อไปอีกว่า อาทิตย์หน้าที่จะถึงนี้ จะมีการสอบวัดผลหากมีเด็ก นักเรียนป่วยเป็นไข้หวัดใหญ่จำนวนมากขนาดนี้  อาจจะส่งกระทบต่อการเรียนการสอนได้ จึงได้สั่งปิดเรียนเพื่อเป็นการป้องกันการแพร่ระบาดของเชื้อโรค  พร้อมกับยืนยันว่าไม่มีเด็กของโรงเรียนแห่งนี้ป่วยติดเชื้อโควิด-19 อย่างแน่นอน เพียงแค่ป่วยด้วยโรคไข้หวัดใหญ่แค่นั้น จึงวางมาตรการป้องกันโรคโควิด-19 ตามที่ได้รับคำแนะนำมาจากสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดศรีสะเกษ  โดยมีการให้เด็กกินอาหารร้อน  ใช้ช้อนกลางตักอาหารทุกครั้ง และหมั่นล้างมือบ่อยๆด้วยสบู่อีกด้วย

 

 

สาว ต่างด้าว ทั้ง 7 เช่าห้องพักลอบค้าประเวณี รายได้ต่อครั้ง 1-2 พัน

(1 มีนาคม 63) มีการรายงานข่าวว่า เมื่อเวลาประมาณ 17.00 น พ.ต.ต.กฤษฎา พลายละหาร สารวัตรสืบสวน สภ.หล่มสัก ร่วมกับ ร.ต.อ.ศักย์ศรณ์  ชัยธรรมาภรณ์ รอง สว.ตม.จว..เจ้าหน้าที่ชุดสืบสวนสอบสวน ตรวจคนเข้าเมืองจังหวัดเพชรบูรณ์ ได้รับแจ้งเหตุจากพลเมืองดี ว่ามีกลุ่มบุคคลที่มีลักษณะคล้ายๆคน ต่างด้าว สัญชาติลาว ได้เข้ามาเช่าห้องพักในเขตพื้นที่ หมู่ 13 ต.น้ำชุน อ.หล่มสัก จ.เพชรบูรณ์

โดยมีวัตถุประสงค์แอบแฝงเพื่อการค้าประเวณี จึงได้วางแผนการจับกุมร่วมกัน โดยเข้าตรวจสอบรีสอร์ทแห่งหนึ่งในเขตพื้นที่ หมู่ 13 ต.น้ำชุน อ.หล่มสัก จ.เพชรบูรณ์ จากการตรวจสอบ สามารถจับกุมหญิงสาวคนต่างด้าวสัญชาติลาว รวมแล้ว 7 ราย

จากการตรวจสอบของเจ้าหน้าที่ชุดจับกุมพบว่า ผู้ที่ถูกจับทั้งหมด 7 ราย เป็นคนต่างด้าวสัญชาติลาวทั้งหมด มีอายุเกินกว่า 18 ปีบริบูรณ์ มีหนังสือเดินทางและได้รับการตรวจอนุญาตจากเจ้าหน้าที่ตำรวจตรวจคนเข้าเมืองให้เข้ามาในไทยเพื่อวัตถุประสงค์ในการท่องเที่ยว หลังจากที่เดินทางเข้าในไทยแล้วได้พากันมาเช่าที่รีสอร์ทและหาลูกค้าเพื่อการค้าประเวณี โดยคิดค่าบริการในราคาแค่ 1,000-2,000 บาท ต่อครั้ง

จึงแจ้งข้อหา “เข้าติดต่อ ชักชวน แนะนำตัว ติดตามหรือรบกวนคนตามที่สาธารณะ หรือการกระทำการในที่ใดที่หนึ่งเพื่อการค้าประเวณี ซึ่งเป็นการเปิดเผยและน่าอับอายหรือเป็นที่เดือดร้อนรำคาญแก่บุคคลทั่วไป และในข้อหา “มั่วสุมในสถานการค้าประเวณีฯ ซึ่งเป็นการฝ่าฝืนทางกฎหมาย และผิดวัตถุประสงค์ของการเดินทางเข้ามาในไทย

หลังจากที่คดีนี้สิ้นสุดแล้วทาง ตม.จว.เพชรบูรณ์ ก็จะทำการยกเลิกสิทธิ์ในการได้รับอนุญาตให้อยู่ในราชอาณาจักร และนำรายชื่อเข้าสู่ระบบการเป็นบุคคลต้องห้าม (BlackList)  ไม่ให้เข้ามาในไทยอีก จากนั้นจึงนำตัวส่ง พนักงานสอบสวน สภ.หล่มสัก เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายกันต่อไป